รถที่ต้องติดตั้ง GPS ตามกฎหมายมีประเภทไหนบ้าง เลือกยังไงให้คุ้มค่า

รถที่ต้องติดตั้ง GPS ตามกฎหมาย

ในปัจจุบัน กรมการขนส่งทางบกได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน โดยบังคับให้รถบางประเภทเป็นรถที่ต้องติดตั้ง GPS ตามกฎหมาย เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับศูนย์บริหารจัดการเดินรถ (DLT GPS) วัตถุประสงค์หลักคือการควบคุมกำกับดูแลพฤติกรรมการขับขี่ ลดอุบัติเหตุ และป้องกันการใช้ความเร็วเกินกำหนด 

โดยระบบที่ติดตั้งนั้นไม่ได้มีเพียงแค่กล่อง GPS สำหรับระบุตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังต้องประกอบไปด้วยอุปกรณ์เสริมสำคัญอย่าง เครื่องอ่านแถบแม่เหล็กใบขับขี่ (Magnetic Card Reader) เพื่อใช้ยืนยันตัวตนพนักงานขับรถก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ทุกครั้ง ทำให้สามารถตรวจสอบชั่วโมงการทำงานและการพักผ่อนของคนขับได้อย่างแม่นยำ

รถประเภทไหนบ้างที่ต้องติดตั้ง GPS ตามกฎหมาย (อัปเดตล่าสุด)

รถที่ต้องติดตั้ง GPS ตามกฎหมาย

เจ้าของธุรกิจขนส่งหรือผู้ครอบครองรถอาจเกิดความสับสนว่า รถที่เรามีอยู่นั้นเข้าข่ายบังคับหรือไม่? โดยหลักการแล้ว กรมการขนส่งทางบกจะเน้นบังคับใช้กับรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของรถที่ต้องติดตั้ง GPS ตามกฎหมายออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้ครับ

รถโดยสารสาธารณะ (Public Transport)

กลุ่มรถโดยสารสาธารณะถือเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญสูงสุดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้โดยสารจำนวนมาก รถที่ต้องติดตั้งได้แก่:

  • รถโดยสารสองชั้น: บังคับติดตั้งทุกคัน เพื่อควบคุมความเร็วและการทรงตัว
  • รถบัสโดยสาร (รถทัวร์): ทั้งรถประจำทางและไม่ประจำทาง (รถเช่าเหมา)
  • รถตู้โดยสารสาธารณะ: ที่วิ่งเส้นทางหมวด 2 (กทม.-ต่างจังหวัด) และหมวด 3 (วิ่งระหว่างจังหวัด)
  • รถมินิบัส (Minibus): รถที่มาแทนรถตู้โดยสารและรถสองแถวบางประเภทตามเงื่อนไขกรมฯ

รถบรรทุกและรถลากจูง (Trucks)

สำหรับภาคการขนส่งสินค้า รถที่เข้าข่ายบังคับตามกฎหมาย ได้แก่:

  • รถลากจูง (รถหัวลาก): สำหรับลากพ่วงตู้คอนเทนเนอร์
  • รถบรรทุกขนาดใหญ่ (10 ล้อขึ้นไป): ทั้งรถส่วนบุคคลและรถรับจ้างขนส่ง
  • รถบรรทุกวัตถุอันตราย: ไม่จำกัดขนาดและน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ 4 ล้อ หรือ 6 ล้อ หากใช้ขนส่งวัตถุอันตราย (น้ำมัน, ก๊าซ, สารเคมี) ต้องติดตั้ง GPS ทุกคัน

รถแท็กซี่และรถรับจ้างสาธารณะแบบพิเศษ (Taxi & Special Vehicles)

เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการ รถแท็กซี่รุ่นใหม่ๆ ก็อยู่ในข่ายบังคับเช่นกัน:

  • รถแท็กซี่ (Taxi OK): รถแท็กซี่ที่จดทะเบียนใหม่ภายใต้โครงการ Taxi OK ต้องมี GPS, ปุ่มฉุกเฉิน และกล้องบันทึกภาพ
  • รถแท็กซี่ VIP: รถรับจ้างสาธารณะแบบพิเศษที่ให้บริการระดับพรีเมียม

ข้อกำหนดคุณลักษณะ GPS ที่กรมการขนส่งทางบกยอมรับ (DLT GPS Standards)

ไม่ใช่ว่าจะไปซื้อ GPS ราคาถูกจากที่ไหนมาติดก็ได้ เพราะกรมการขนส่งทางบกได้ออกประกาศเรื่อง “คุณลักษณะและระบบการทำงานของเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ” ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลที่ส่งมายังศูนย์ฯ มีความถูกต้องและเชื่อถือได้ ผู้ประกอบการจึงต้องเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติดังนี้ครับ

ต้องผ่านการรับรองและขึ้นทะเบียนจากกรมการขนส่งทางบก

ตัวเครื่อง GPS Tracker จะต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้า การทนความร้อน และการรับส่งสัญญาณ จากนั้นจึงจะได้รับเลขรับรองจากกรมการขนส่งทางบก

ต้องมีระบบยืนยันตัวตนผู้ขับขี่

ต้องมีอุปกรณ์เครื่องรูดบัตร (Card Reader) ที่สามารถอ่านข้อมูลจากใบขับขี่แถบแม่เหล็กได้ เพื่อระบุว่าใครเป็นผู้ขับขี่ในช่วงเวลานั้นๆ และต้องส่งข้อมูลแบบ Real-time ไปยังกรมฯ ได้ทันที

ต้องมีระบบสำรองข้อมูลและไฟสำรอง

หากสัญญาณขาดหาย เครื่องต้องสามารถบันทึกข้อมูลเก็บไว้และส่งย้อนหลังได้ทันทีเมื่อสัญญาณกลับมา รวมถึงต้องมีแบตเตอรี่สำรองเพื่อให้ทำงานได้ต่อเนื่องแม้ถูกตัดไฟจากแบตเตอรี่รถ

ข้อมูลที่อุปกรณ์ GPS ต้องบันทึกและส่งเข้าศูนย์บริหารจัดการเดินรถ

รถที่ต้องติดตั้ง GPS ตามกฎหมาย

เมื่อรถสตาร์ทเครื่องยนต์และเริ่มวิ่ง ระบบ GPS จะทำการส่งชุดข้อมูลสำคัญไปยังเซิร์ฟเวอร์ของกรมการขนส่งทางบกตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อใช้ในการตรวจสอบและกำกับดูแลความปลอดภัย ข้อมูลเหล่านี้ประกอบด้วย

ข้อมูลตำแหน่งและความเร็ว (Location & Speed)

ระบุพิกัดละติจูด ลองจิจูด วันที่ เวลา และความเร็วที่ใช้ในขณะนั้น เพื่อตรวจสอบว่ามีการขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนดหรือไม่

ข้อมูลผู้ขับขี่ (Driver Identification)

ข้อมูลจากใบขับขี่ที่รูดผ่านเครื่องอ่าน เพื่อตรวจสอบว่าเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตถูกต้อง และตรวจสอบชั่วโมงการทำงาน (ขับต่อเนื่องไม่เกิน 4 ชม.)

สถานะเครื่องยนต์และการเชื่อมต่อ

สถานะการติด/ดับเครื่องยนต์ สถานะการเชื่อมต่อของเครื่องรูดบัตร และสถานะความสมบูรณ์ของอุปกรณ์ GPS

บทลงโทษหากฝ่าฝืนไม่ติดตั้ง GPS หรือไม่ดูแลรักษาอุปกรณ์

การเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเรื่องรถที่ต้องติดตั้ง GPS ตามกฎหมาย มีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ทั้งต่อผู้ประกอบการและพนักงานขับรถ เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความปลอดภัยส่วนรวม โดยมีอัตราโทษดังนี้ครับ

โทษสำหรับผู้ประกอบการ (เจ้าของรถ)

หากไม่ติดตั้ง GPS, ติดตั้งแล้วแต่ไม่เชื่อมต่อข้อมูล, GPS เสียแต่ไม่ซ่อมแซม, หรือไม่มีเครื่องรูดบัตร มีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบการขนส่ง มีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท และอาจถูกพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง รวมถึงจะไม่สามารถต่อภาษีรถประจำปีได้

โทษสำหรับพนักงานขับรถ

หากขับรถโดยไม่รูดใบขับขี่, ใช้ใบขับขี่ผิดประเภท, หรือใช้ใบขับขี่ผู้อื่น มีความผิดตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก มีโทษปรับสูงสุด 5,000 บาท

เลือกติดตั้ง GPS ขนส่งกับ GPSiAM ผ่านมาตรฐานกรมฯ 100% พร้อมดูแลตลอดชีพ

รถที่ต้องติดตั้ง GPS ตามกฎหมาย

หากคุณกำลังมองหา GPS ที่ถูกต้อง ตามที่กรมขนส่งทางบกกำหนด และไม่อยากปวดหัวกับปัญหาเครื่องรวนหรือส่งข้อมูลไม่เข้ากรมฯ GPSiAM คือคำตอบที่คุ้มค่าที่สุด เรามีอุปกรณ์รุ่น ID5 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน DLT 100% มาพร้อมเครื่องรูดบัตรในตัว บริการติดตั้งฟรีถึงที่ และทีมงานดูแลหลังการขายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คุณมั่นใจว่ารถของคุณจะถูกกฎหมาย ต่อภาษีได้ราบรื่น และปลอดภัยในทุกเส้นทาง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รถชนิดไหนบ้างที่ต้องติด gps ตามกม.?

หลักๆ คือรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป, รถลากจูง, รถวัตถุอันตราย, รถบัส, รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถแท็กซี่ใหม่ (Taxi OK)

ค่าปรับเท่าไหร่ถ้าไม่ทำตาม?

ผู้ประกอบการปรับสูงสุด 50,000 บาท (ไม่ติดตั้ง/เครื่องเสียไม่ซ่อม) และต่อทะเบียนไม่ได้ ส่วนคนขับปรับสูงสุด 5,000 บาท (ไม่รูดบัตร/ตัดสัญญาณ)

gps ยี่ห้อไหนดี?

แนะนำ GPSiAM รุ่น ID5 เพราะผ่านการรับรองจากกรมขนส่งฯ สัญญาณเสถียร มีบริการติดตั้งและออกใบรับรองให้ทันที พร้อมดูแลตลอดอายุการใช้งานในราคาที่คุ้มค่า

สรุปบทความ

การปฏิบัติตามกฎหมายเรื่องรถที่ต้องติดตั้ง GPS ตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงแค่การทำตามข้อบังคับเพื่อเลี่ยงค่าปรับ แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและเพื่อนร่วมทาง การเลือกติดตั้ง GPS ที่ได้มาตรฐาน ตามที่กรมขนส่งทางบกกำหนด กับ GPSiAM จะช่วยให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างยั่งยืนครับ